โรงเรียนบ้านหนองสีนวล

หมู่ 5 บ้านหนองสีนวล ต.ด่านทับตะโก อ.จอมบึง จ.ราชบุรี 70150

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

032 228642

ข้อคิดจากภูเขา

ข้อคิดจากภูเขา

ข้อคิดจากภูเขา

ข้อคิดจากภูเขา “เคยขึ้นภูเขามาก่อนไหม”
“ยังไม่เคยเลยค่ะ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก”
“ฟังนะตอนเดินขึ้นไปจุดแรกจะมีหินเยอะมาก ถ้าเหนื่อยก็พักอย่าฝืนร่างกายตัวเองแต่ห้ามพักนาน พักแป๊บเดียวแล้วเดินต่อ กว่าจะขึ้นไปถึงยอดเขาปกติจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง หรือถ้าเดินช้าหน่อยก็ 4-5 ชั่วโมง เตรียมน้ำเตรียมอะไรไปให้เรียบร้อย เเล้วขอให้สนุกกับการเที่ยวครั้งนี้”

เจ้าหน้าที่ที่ดูแลอุทยานเดินเข้ามาให้คำแนะนำเราทั้งสองคน เราทั้งสองเป็นพี่น้องกันที่ไม่รู้ว่าวันหยุดสุดสัปดาห์จะไปเที่ยวที่ไหนเลย ตัดสินใจเดินทางไปขึ้นเขา ชมธรรมชาติ พักผ่อนร่างกาย เราทั้งสองอยากจะเห็นวิวสวยๆ เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้าก่อนใคร ลมที่กระทบหน้าบนยอดเขาจะต้องให้ความรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขมากแน่ๆ

ย้อนกลับไปในช่วงเวลาก่อนที่เราจะมาถึงอุทยาน เราทั้งสองตื่น 5:00 น เพื่อที่จะมาอาบน้ำแต่งตัว เก็บกระเป๋าเตรียมตัวออกเดินทาง ในตอนเช้านั้นเราได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นจากพื้นดินธรรมดา ซึ่งนั้นก็เป็นภาพที่สวยมาก แต่เรามีเป้าหมายว่าเช้าวันต่อมาเราจะต้องเห็นพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขา แล้วเราจะมาเปรียบเทียบกันว่าจากตรงนั้นกับตรงที่เรายืนอยู่ตอนนี้ มันสวยงามแตกต่างกันหรือไม่

“เตรียมอาหารไปให้เรียบร้อยเลยดีไหม เผื่อบนเขาไม่มีอะไรกิน”
“ได้ แต่ว่าต้องเอาของเบาๆที่มันไม่หนักกระเป๋า เพราะว่าเราต้องเดินอีกนาน”
“คิดว่าเราจะเดินกี่ชั่วโมง”
“เก่งๆแบบเรา 2-3 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว”

ตัดภาพมาในความเป็นจริงเมื่อเราถึงอุทยาน เราทั้งสองต่างเริ่มเดินกันด้วยความรู้สึกชิว เพราะเส้นทางในตอนแรกดูเหมือนเป็นทางเรียบๆสบายๆ สามารถเดินได้เรื่อยๆ ระหว่างที่เดินก็มีคนเดินสวนลงมา เราจึงเอ่ยปากถามเขาไปว่า

“ใกล้ถึงยอดเขาหรือยังคะ”
“เดินไปเรื่อยๆครับเส้นทางยังอีกยาวไกล”

ครั้งแรกที่เราได้ยินคำนี้เราก็ยังไม่รู้สึกอะไรเพราะว่าจริงๆแล้วเราทั้งสองเพิ่งเดินมาได้ไม่นาน แต่พอเราเดินไปเรื่อยๆ เส้นทางก็เริ่มเปลี่ยนเส้นทางที่เราต้องเจอเป็นโขดคนหินใหญ่และค่อนข้างชัน นั่นหมายความว่าเราต้องออกแรงในการก้าวเพิ่มขึ้น แต่ด้วยเรามีกระเป๋าสะพายข้างหลังมันก็ยิ่งทำให้เราต้องออกแรงมากคุณ 2 ตอนแรกๆที่เดินเราทั้งสองก็ยังไม่รู้สึกอะไรมาก แต่พอเวลาผ่านไปเส้นทางที่เราเดินมันก็ยิ่งโหดมากขึ้นเรื่อยๆทำให้เราเริ่มเหนื่อยเเละเริ่มเกิดความท้อแท้

“พี่เมื่อไหร่จะถึงเนี่ย ขาหนูเริ่มล้าไปหมดแล้ว”
“พี่ว่าอีกนานแน่เลย เราเพิ่งเริ่มเดินไปได้ไม่ถึงชั่วโมง เขาบอกว่าระยะทางทั้งหมดใช้เวลาไปประมาณ 3 ชั่วโมงแสดงว่าเรายังเดินไม่ถึงครึ่งทางเลย”
“ห้ะ ถามจริง นี่นึกว่าเราเดินมาหลายชั่วโมงเเล้วนะเนี้ย”

เราทั้งสองเดินไปเรื่อยๆก็พบกับจุดนั่งพัก พอเราได้นั่งพักแล้วเรารู้สึกเหมือนนี่มันคือสวรรค์ มันทำให้เรารู้สึกหายเหนื่อยขึ้นมาทันที แต่คำของเจ้าหน้าที่ก็ผุดขึ้นมาในหัว

“ถ้าเหนื่อยก็พักอย่าฝืนร่างกายตัวเองแต่ห้ามพักนาน”

เมื่อเราคิดขึ้นได้ว่าเจ้าหน้าที่เตือนว่าห้ามพักนาน เราก็รีบลุกขึ้นมาทันที เราทั้งสองตัดสินใจว่าจะตั้งใจเดินต่อไปจนถึงจุดมุ่งหมาย แต่ระยะทางมันช่างยาวไกลเหลือเกิน ทำให้รู้สึกว่าร่างกายเราคงไม่ไหว สิ่งที่มีในหัวตอนนั้นคือ ขอให้ทำยังไงก็ได้ที่เราจะไม่ต้องมาอยู่ตรงนี้ เราอยากออกไปจากตรงนี้ เราอยากเป็นลมหรือว่าหมดสติไปเลย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาทนเหนื่อยทนปวดขากับอะไรแบบนี้

“โอ๊ยไม่ไหวแล้วอ่ะพี่ หนูว่าหนูเดินต่อไปไม่ไหวแล้วว่ะ”
“ขาพี่ก็ล้ามากเหมือนกัน กระเป๋าก็หนัก ไม่คิดว่ามันจะเหนื่อยขนาดนี้”
“แล้วนี่เราเดินมากี่ชั่วโมงแล้ว”
“2 ชั่วโมงครึ่ง”
“อีกชั่วโมงเดียวก็แสดงว่าเราใกล้ถึงแล้วล่ะสิ”
“ไม่แน่หรอกเพราะว่าเราพักเยอะ เราอาจจะเป็นคนที่เดินช้าใช้เวลาเดินประมาณ 4-5 ชั่วโมงก็ได้”
“แรงอ่ะ ให้กำลังใจกันบ้างก็ดี”
เราทั้งสองเดินต่อไปโดยโฟกัสแค่จุดมุ่งหมายนั่นก็คือยอดเขา จนเวลาล่วงเลยผ่านมาเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่เราเดินมามันถึงครึ่งทางแล้วหรือยัง เพราะเราไม่มั่นใจเลยว่าเราเดินช้าหรือเดินเร็วเเละต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางกี่ชั่วโมงกันแน่ แต่จู่ๆก็มีคนเดินสวนลงมาอีกครั้ง

“ไอ้หนู เดี๋ยวก็ถึงแล้วอีกแป๊บเดียว”
“จริงหรอคะ ใกล้ถึงแล้วหรอ”
“ใช่ใกล้ถึงแล้ว แต่ทางข้างหน้ามันจะมีเนินสูงกว่านี้อีกนะ อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่สู้ๆ”

เมื่อได้ยินคนมาบอกว่าใกล้ถึงแล้วเราทั้งสองรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนกับว่าก้าวแต่ละก้าวที่เราเดินมามันใกล้ถึงจุดมุ่งหมายเข้ามาเต็มที ต่อไปไม่ว่าทางข้างหน้ามันจะยากเย็นแค่ไหนแต่ว่าหากเรามองเห็นจุดมุ่งหมายแล้วเนี่ย เราก็ไม่กลัว ประโยคที่ว่า ใกล้ถึงแล้ว มันทำให้เรารู้สึกมีกำลังใจเเละพร้อมสู้เป็นอย่างมาก

“โห ดูทางดิโหดกว่าที่เราเดินผ่านมาตั้งเยอะ”
“เอาหน่าอย่างน้อยก็ใกล้ถึงแล้วนะ”
“อยากให้ถึงเร็วๆอ่ะ ไม่ไหวเเล้ว ปวดขาจะแย่แล้วเนี่ย”

ในที่สุดเราทั้งสองก็เดินไปถึงยอดเขา เมื่อเราเห็นวิวเห็นธรรมชาติ มันทำให้เรารู้สึกว่าแบบเราทำสำเร็จแล้ว เราทำสำเร็จแล้วที่จริงๆ บรรยากาศข้างบนนั้นมันสวยในแบบที่เราไม่คิดว่าเราจะพบเจอ เรารู้สึกว่าก้าวแต่ละก้าวของเรามันคุ้มค่ามากแค่ไหน เรารู้สึกว่าความพยายามของเรามันสำเร็จ

“ถึงแล้ว เราถึงแล้วจริงๆด้วย”
“ข้างบนนี้สวยมากเลย สวยกว่าที่คิดไว้”
“เราทำสำเร็จแล้ว”

จากการเดินขึ้นภูเขาเป็นระยะเวลาหลายๆชั่วโมง มันทำให้เราทั้งสองคิดได้ว่าเป้าหมายในชีวิตก็คงเหมือนกับการเดินขึ้นเขา เปรียบเทียบได้จาก ระยะทาง คือ ระยะเวลาในการเดินมาทั้งหมด โขดหินหรือเส้นทางที่ชัน คือ อุปสรรคที่เราต้องเจอ กระเป๋าเป้หรือกระเป๋าสะพาย คือ สิ่งที่จะคอยถ่วงเราไว้มันสามารถทำให้เราถอดใจได้เสมอ ร่างกายของเรา คือ ตัวขับเคลื่อนที่ทำให้เราได้มายืนอยู่บนภูเขาแสนสวยแห่งนี้ ชีวิตก็คงเหมือนกันเดินขึ้นเขาที่แม้ว่าจะเจออุปสรรคมากมายแค่ไหนแต่ถ้าหากเราเดินต่อไปเรื่อยๆมันก็ต้องมีสักวันนึง ที่เราจะประสบความสำเร็จและถึงจุดมุ่งหมายที่เราวาดไว้